Categories
โรคริดสีดวง

ทำความเข้าใจโรค ริดสีดวง มีกี่ระยะ

หากคุณเคยรู้จักคนที่ป่วยเป็นริดสีดวง หรือตัวของคุณเคยมีประสบการณ์การป่วยเป็นโรคนี้โดยตรงจะรู้เลยว่า โรคนี้ถึงจะไม่ร้ายแรง หรือกว่าจะร้ายแรงก็ใช้เวลานานหลายปี เมื่อนับเวลาตั้งแต่โรคนี้เริ่มเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา 

แต่ถึงอย่างไรเมื่อได้ชื่อว่าเป็นโรค ตัวเองต้องการเป็นผู้ป่วย คงไม่มีใครบนโลกนี้ปรารถนาที่จะเป็นอย่างแน่นอน ดังนั้นการทำความเข้าใจโรค จึงมีความสำคัญที่จะทำให้เรารับมือกับอาการป่วย รวมถึงสารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้

Table of Contents

โรค ริดสีดวง มีกี่ระยะ

           ริดสีดวงเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการกินอาหาร ที่ไม่ยอมรับประทานอาหารที่มีเส้นใย เช่นผัก ผลไม้เข้าไปในร่างกาย ไม่ยอมดื่มน้ำให้มีปริมาณมากพอ การมีอาการไอเรื้อรัง การป่วยด้วยโรคในช่องท้องต่าง ๆ ดังนั้นเมื่อเราทุกคนป่วยเป็นโรคนี้ คำถามแรกที่จะผุดขึ้นมาก็คือ ริดสีดวง มีกี่ระยะ 

ถือเป็นคำถามยอดนิยมที่เราใช้ถามกับผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะแพทย์ หรือแม้กระทั้งใช้คำนี้ค้นหาในอินเทอร์เน็ต ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น รู้ไว้เป็นความรู้ รู้ไว้เพื่อเตรียมความพร้อม เพื่อที่จะได้รู้ว่าลำดับต่อไปโรคนี้จะแสดงอาการอย่างไร หรือแม้กระทั่งการที่ต้องการรู้เพื่อที่จะเปรียบเทียบกับอาการของตนเอง

โรค ริดสีดวง มีกี่ระยะ

เพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองอยู่ระยะที่เท่าไหร่ และมีวิธีการอย่างไรบ้าง ดังนั้น กับคำถามที่ว่า  ริดสีดวง มีกี่ระยะ สามารถตอบได้เลยว่าริดสีดวงมีทั้งหมด 4 ระยะ แต่ละระยะมีความรุนแรงของโรค และวิธีการรักษาที่แตกต่างกันออกไป

ริดสีดวง ระยะแรก หรือ ริดสีดวงระยะที่ 1

อาการที่เริ่มขึ้นตั้งแต่โป่งพองของเส้นเลือดดำ บริเวณปลายสุดของลำไส้ใหญ่จนเกิดเป็นติ่งขนาดเล็กที่อยู่ภายในร่างกายของคนเรานั้น เรียกว่า ริดสีดวง ระยะแรก หรือ ระยะที่ 1 นั่นเอง โดยในระยะนี้ เราจะไม่สามารถทราบได้ว่าเราเป็นริดสีดวง 

เพราะไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า หรือเมื่อจับหรือคลำดูจะไม่ผิดสังเกต ก็เนื่องมาจากริดสีดวงยังไม่โผล่ออกมานอกร่างกาย เมื่อเป็น ริดสีดวงนี้ การรักษาจึงทำได้ง่ายกว่าระยะอื่น ๆ และใช้ระยะเวลาในการรักษาให้หายเป็นปกติน้อยกว่าระยะอื่น ๆ โดยการรักษาทำได้โดย รักษาในระดับทั่วไป ดังนี้

ริดสีดวง ระยะแรก หรือ ริดสีดวงระยะที่ 1

 

  • กินผลไม้ และผักเป็นประจำ เพื่อเพิ่มปริมาณของเส้นใยให้กับระบบย่อยอาหาร ทำให้การขับถ่ายเป็นไปได้ง่าย และสามารถลดอาการทองผูกได้เป็นอย่างดี
  • ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 – 12 แก้ว เพื่อให้น้ำในร่างกายมีปริมาณมากพอ ทำให้กากอาหารที่อยู่ปลายสุดของลำไส้ใหญ่ไม่แข็งจนเกินไป จึงถือเป็นอีกวิธี ที่สามารถรักษา ริดสีดวง ระยะแรก ระยะแรก  ไว้ได้
  • ไม่กลั้นอุจจาระ เนื่องจากยิ่งกากอาหารอยู่ในลำไส้ของเรานานเท่าไหร่ ลำไส้ใหญ่ก็จะทำหน้าที่ดูดน้ำและเกลือแร่ในกากอาหารมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้กากอาหารแข็ง ขับถ่ายได้ยาก เสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวารในที่สุด
  • การใช้ยาสมุนไพรในการรักษา เนื่องจาก ยาสมุนไพรมีสารตกค้างน้อยกว่ายาปฏิชีวนะ และต้องเลือกยาที่มีสรรพคุณที่ช่วยให้ริดสีดวงหลุด และแผลแห้งเร็ว มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร ขับลมในช่องท้อง เป็นยาระบายอ่อน ๆ สามารถทำให้ขับถ่ายได้ง่าย และช่วยให้ไม่เป็นริดสีดวงเรื้อรัง

 

ริดสีดวง ระยะ 2

               เมื่อริดสีดวงเริ่มก่อตัวเล็ก ๆ ภายในรูทวารหนักแล้ว พอระยะเวลานานขึ้นตัวเจ้าติ่งริดสีดวงนี้จะเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เราเรียกว่า ริดสีดวง ระยะ 2 โดยจะมีลักษณะคือ ติ่งของริดสีดวงจะมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือเรียกง่าย ๆ ว่า 

หัวของริดสีดวงมีขนาดใหญ่ขึ้นจากระยะแรก โดยติ่งริดสีดวงจะสามารถยืดออกมาเมื่อมีการขับถ่ายอุจจาระ และเมื่อขับถ่ายเรียบร้อย หัวริดสีดวงจะหดกลับเข้าไปตำแหน่งเดิม ในระยะที่ 2 นี้ ผู้ป่วยอาจจะรู้สึก เจ็บ ๆ คัน ๆ บริเวณช่องท้องร่วมด้วย โดยการรักษาในระยะนี้ มีดังนี้

ริดสีดวง ระยะ 2

  • กินผักผลไม้ให้มากขึ้น เพิ่มเส้นใยอาหารในระบบขับถ่าย เพื่อป้องกันอาการท้องผูก
  • ดื่มน้ำให้มากไม่ให้ก้อนอุจจาระมีลักษณะแข็ง ขับถ่ายให้เป็นประจำทุกวัน
  • ใช้ยาที่ตัวยามีสรรพคุณทำให้หัวรอดสีดวงหลุดออก มีสมุนไพรในการแก้ปัญหาท้องผูก ลดแก๊สในช่องท้อง ช่วยสมานแผลอันเกิดจากริดสีดวงทวาร ก็จะสามารถช่วยรักษาโรคริดสีดวงในระยะนี้ได้
  • รักษาระดับเฉพาะเจาะจง อันได้แก่ การฉีดยา เพื่อให้หัวริดสีดวงหลุด การเย็บติดริดสีดวงไว้ด้านในร่างกาย การใช้ยางรัดหัวริดสีดวงระยะเวลา 24 – 48 ชั่วโมง เพื่อให้หัวริดสีดวงหลุด ทั้งนี้ทั้งนั้นการรักษาแบบเฉพาะเจาะจงนี้ มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย ดังนั้นการรักษานี้ต้องอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
  • การรักษาด้วยอินฟราเรด หรือการจี้ด้วยกระเสไฟฟ้า วิธีนี้จะทำให้รักษาริดสีดวงได้ครั้งละ 3 หัว แต่ต้องมีดารจี้ซ้ำใน 3 – 4 สัปดาห์ หลังจากมีการรักษาในครั้งแรก เช่นเดียวกันการรักษานี้มีผลข้างเคียง เช่น การที่เลือดไหลหลังจากมีการรักษาใน 1 – 2 สัปดาห์หลังการทำการรักษา

อย่างไรก็ดี การรักษาแบบเฉพาะเจาะจง หรือการใช้อินฟราเรด และ กระแสไฟฟ้าในการรักษา ริดสีดวง ระยะ 2 เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว จะต้องมีการรักษาโรคด้วยวิธีการรักษาระดับทั่วไป รวมทั้งการใช้ยาสวนทวารอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หากยังมีอาการปวดอยู่

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง
ริดสีดวง รักษา
ริดสีดวง ระยะแรก
ริดสีดวง ระยะ4
ริดสีดวง ระยะ 3
ริดสีดวง ระยะ 2

ริดสีดวง ระยะ 3

หลักจากริดสีดวงออกมาพร้อมการขับถ่ายแล้ว และสามารถหดกลับไปที่ตำแหน่งเดิมได้  แต่เมื่อนานเข้าริดสีดวงจะไม่มารถกลับเข้าไปในตำแหน่งเดิมได้ ต้องใช้มือในการดันให้ริดสีดวงกลับเข้าไปในตำแหน่งเดิม เราเรียกว่า ริดสีดวง ระยะ 3 

โดยในระยะนี้ เมื่อมีอาการไอ ริดสีดวงก็จะสามารถโผล่ออกมาจากทวารหนักได้ และมักพบเลือดไหลในขณะอุจจาระ หรือเมื่ออุจจาระเสร็จเรียบร้อยแล้วมักพบเลือดอยู่เสมอ นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเจ็บริดสีดวงรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยการรักษาในระยะนี้สามารถทำได้ โดย

 

  • ผ่าตัด วิธีการนี้จะกระทำเมื่อริดสีดวงมีขนาดใหญ่ หรือมีการอักเสบ และแพทย์วินิจฉัยแล้วว่า มีความจำเป็น เพื่อรักษาโรคให้หายขาดเร็วที่สุด โดยการผ่าตัดจำเป็นต้องให้ยาสลบ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่มีอาการเจ็บป่วยขณะที่รับการผ่าตัด โดยการผ่าตัดมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก อาทิ การอุจจาระไม่ออกในช่วงแรกหลังการผ่าตัด ต้องใช้วิธีสวนทวารหนักเพื่อให้สามารถอุจจาระได้เป็นปกติ ปัสสาวะได้ลำบาก ต้องสวนปัสสาวะ หรืออาจถึงขั้นต้องใส่สายสวนปัสสาวะไว้ในระยะเวลาหนึ่ง มีอาการปวดศีรษะ มีเลือดไหลออกในช่วง 1 – 2 สัปดาห์แรกของการผ่าตัด บริเวณทวารมีอาการบวม และมีน้ำเหลืองไหลออกมาในช่วงแรกที่แผลยังไม่หายดี อย่างไรก็ตามการรักษาโดยวิธีนี้ ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษา ริดสีดวง ระยะ 3
  • การรักษาด้วยระดับทั่วไป วิธีนี้รักษาหลังจากผู้ป่วยได้ทำการผ่าตัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการกินยาระงับอาการปวด เมื่อมีอาการปวดอย่างรุนแรง กินผัก ผลไม้ เพิ่มมากขึ้น ดื่มน้ำให้เพียงพอ ขับถ่ายให้เป็นเวลา กินยาบำรุงเลือดเนื่องจากการสูญเสียเลือดที่ออกมาพร้อมอุจจาระก่อนที่จะได้รับการผ่าตัด รวมทั้งเลือดที่ไหลออกมาเนื่องจากผลข้างเคียงของอาการผ่าตัด

ริดสีดวง ระยะ4

หากเมื่อไหร่ที่คุณไม่สามารถควบคุมการไหลของอุจจาระ หรือมีน้ำเมือก น้ำเหลืองออกมาจากทวารหนักไม่หยุดหย่อน นั้นหมายความว่าคุณเป็น ริดสีดวง ระยะ4 เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ในระยะนี้เลือดจะไหลออกมามากขึ้น 

จนทำให้ร่างกายของผู้ป่วยมีอาการซีดเหลือง  เนื่องจากการเสียเลือดอย่างต่อเนื่อง ในระยะนี้จะทำให้ผู้ป่วยที่เป็นริดสีดวงเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย โดยวิธีการรักษาริดสีดวงระยะนี้ สามารถทำได้คล้ายกับระยะที่ 3 โดย

 

  • การผ่าตัด เพื่อนำหัวริดสีดวงออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด โดยการใช้ยาสลบ และเมื่อผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยก็จะมีผลข้างเคียงในช่วง 1 – 2 สัปดาห์แรกของการผ่าตัด
  • การรักษาหลังการผ่าตัด ในขั้นตอนนี้เป็นการรักษาแผลให้สะอาดและหายให้เร็วที่สุด โดยการกินยาแก้ปวดหากจำเป็น ปฏิบัติตนให้ลดอาการท้องผูก การรับประทานอาหารที่ช่วยให้อุจจาระได้ง่าย การกินยาบำรุงเลือดให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง เช่นนี้จึงถือได้ว่ารักษา ริดสีดวง ระยะ4 ได้หายเป็นปกติ

ริดสีดวง รักษา วิธีเดียวกันหรือไม่

ริดสีดวง รักษา  วิธีเดียวกันหรือไม่

หากพิจารณาจากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าโรค ริดสีดวง รักษา  ได้ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน โดยบางระยะอาจจะใกล้เคียงกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันทั้งหมด และยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะระยะที่ 3 และ 4 ที่มีความเสี่ยงมากกว่าระยะอื่น ๆ และใช้ความละเอียดอ่อนในการรักษาเป็นพิเศษ โดยการรักษาจะเริ่มจากรักษาอาการไม่รุนแรง ไปจนถึงอาการรุนแรง สรุปดังนี้

 

  • รักษาระดับทั่วไป เน้นการกิน การปฏิบัติร่างกายเพื่อลดหรือชะลอ อาการของริดสีดวงไม่ให้ลุกลามไปในระยะอื่น ๆ อื่นรักษาให้แผลหายดี เมื่อทำการรักษาริดสีดวงในระดับที่รุนแรงแล้ว
  • รักษาระดับเฉพาะเจาะจง เป็นการรักษาโดยการฉีด ใช้ยางรัด หรือวิธีการใด ๆ ที่เน้นให้ริดสีดวงหลุดออกมาได้
  • รักษาด้วยการจี้ด้วยอินฟราเรด และจี้ด้วยกระแสไฟฟ้า เป็นการรักษาที่เน้นให้หัวริดสีดวงหลุดออกเช่นกัน โดยรักษาได้ครั้งละ 3 หัว
  • รักษาด้วยการผ่าตัด เป็นการรักษาเมื่ออาการของริดสีดวงมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และเสี่ยงต่อการที่จะมีอาการอื่นแทรกซ้อน

นั่นสรุปได้ว่า ริดสีดวง รักษา  ได้ด้วยวีการที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และหากริดสีดวง มีภาวะแทรกซ้อนการรักษาจะยุ่งยากมากกว่าวิธีการที่กล่าวไปข้างต้น และต้องให้ความระมัดระวังมากขึ้นไปอีกระดับ นั่นไม่ได้น่ายินดีกับตัวผู้ป่วยหรือแม้กระทั่งแพทย์ที่รักษาแม้แต่น้อย 

ดังนั้นหากมีความสงสัยว่าตนเองเป็นริดสีดวงหรือไม่ ควรไปปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำ อย่างไรก็ดีก็ควรพิจารณาอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ควรตื่นตระหนกเกินเหตุ เพราะจะทำให้ตนเองเกิดความกังวลโดยใช่เหตุ และสุดท้ายก็จะเสียสุขภาพจิตได้